ในโลกนี้คงไม่มีมนุษย์หน้าไหนไม่เคย “ซวย” แต่ก็ไม่รู้ว่า “ซวย” แปลว่าอะไร ผมค้นคว้าเท่าไหร่ก็ยังไม่ได้นิยามที่เข้าใจง่ายๆซักที ในบทความนี้จึงได้เพียงหยิบยกเรื่องราวเล็กๆ ที่มีลักษณะของความซวยมาบรรยายให้ได้อ่านคลายสมองซักนิดเพื่อแก้ “เซ็ง”
เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนผมอยู่หอพักภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐม พอเปิดเทอม2ของปี3 เพื่อนร่วมห้องพักของผมกลับมาจากต่างจังหวัด มีของฝากติดไม้ติดมือมาตามประเพณี นั่งคุยกันถึงเที่ยงคืน แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน พอตื่นเช้าขึ้นมา ปรากฏว่า ผมมีอาการปวดหัวขึ้นมาอย่างหนัก และตัวร้อนมาก คงจะแพ้อากาศ จึงให้เพื่อนไปซื้อข้าวกล่องกับยามาให้ ผมรออยู่สักพัก ยังไม่เห็นเพื่อนมา เลยนอนหลับพักสายตาไปก่อน
พอผมตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นช่วงบ่าย อาการปวดหัวยังไม่ทุเลาลง ผมเลยเดินมาที่โต๊ะทำงาน เห็นข้าวกล่องกับยาวางอยู่ แต่ผมอยากล้างหน้าแปรงฟันก่อน จึงไปที่ห้องน้ำ พอเสร็จธุระทุกอย่าง เดินกลับมาที่ห้อง ภาพที่ปรากฏตรงหน้า คือ แมวตัวเมียที่มันชอบมาเล่นกับเพื่อนผม มันตบกล่องข้าวลงที่พื้น ข้าวหกหมด แล้วมันก็กินอย่างไม่เกรงใจผมเลย หน้าตามันดูมีความสุขมาก จากที่ผมปวดหัวอยู่แล้ว มันยิ่งเพิ่มความปวดหัวหนักเข้าไปใหญ่ อยากจะวิ่งไล่เตะมัน แต่ก็ไม่อยากทำ เพราะมันท้องอยู่ นมเป็นราวเลย คงจะหิวมาก ผมนั่งดูมันกินจนอิ่ม แล้วถ่อสังขารเก็บกวาดห้อง แล้วกินยา
พอเพื่อนผมกลับมาตอนเย็นๆ อาการผมยังไม่ดีขึ้น จึงให้เพื่อนพาซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปหาหมอที่คลินิค เห็นคนรอต่อคิวเยอะมากจนล้นออกมาข้างนอกซึ่งมีม้านั่งไว้รองรับอยู่ข้างถนน ตอนนั้นหัวผมแทบจะระเบิดอยู่แล้ว ผมนั่งหลับตาอยู่สักพัก รู้สึกมีอะไรเข้ามากระแทกท้ายทอย หัวผมทิ่มลงไปนอนกับพื้น พอหงายตัวกลับมา เห็นคนช่วยกันผลักคนๆหนึ่งไว้ เนื่อตัวมอมแมม ทรงผมหนวดเครารุงรัง กางเกงขาดๆ ถือกระสอบขาวๆ พระเจ้า…..ผมโดน “คนบ้า” ต่อยหัว จากที่ผมปวดหัวหนักๆ ตอนนี้หัวโขกกับพื้นอีก เริ่มบวมเป็นลูกมะนาว จะให้ผมเดินไปเอาเรื่องกับคนบ้าก็คงเกินวิสัยคนปกติหน้าตาดีอย่างผม พอหมอเห็นเหตุการณ์ก็วิ่งออกมาพาพมเข้าไปข้างใน ก็เลยได้ลัดคิวตรวจก่อนคนอื่น ผมจึงบอกอาการ และเล่าเหตุการณ์ ทุกอย่างให้หมอฟัง
พอหมอวินิจฉัยอาการทุกอย่างเรียบร้อย เขียนใบสั่งยาเสร็จ ด้วยความกังวลว่าผมจะเป็นโรคอะไรหนักรึเปล่า ผมจึงถามหมอว่า “ผมเป็นโรคอะไรครับ” คำตอบสั้นๆของหมอ คือ “คุณโดนไวรัสความซวยคุกคามอย่างหนัก”