หลายครั้งที่มีการถกเถียงกันในหมู่นักปรัชญา เรื่องที่มาที่ไปของพระพุทธรูป และพระเครื่องบูชาต่างๆ ผมจึงพยายามค้นคว้ามาลงในบทความนี้ ซึ่งที่จริงแล้ว ประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ การหาข้อสรุปต่างๆยังคงเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ซึ่งท่านผู้อ่านควรวางใจให้เป็นกลาง และใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพื่อประดับความรู้ทางประวัติศาสตร์ของสิ่งใกล้ตัวชาวพุทธ และทำความเข้าใจกับสิ่งนี้ได้โดยธรรม โดยทฤษฎีการกำเนิดพระพุทธรูป เท่าที่ข้าพเจ้าสามารถค้นคว้าได้มีประเด็นที่น่าพิจารณาอยู่ ๓ ประเด็นคือ
1. เชื่อว่าพระพุทธรูปเกิดมาในสมัยที่พุทธองค์ทรงพระชนม์ชีพ อยู่ในหนังสือของพระถังซัมจั๋งซึ่งเดินทางเข้าอินเดีย ได้กล่าวถึงพระเจ้าอุเทนเมืองโกสัมพี สร้างพระพุทธรูปไม้จันทน์บูชาพระพุทธองค์ และพระเจ้าปเสนทิโกศล เมืองสาวัตถีได้ สร้างพระพุทธปฏิมาขึ้นเช่นกัน แต่หลักฐานทางโบราณคดียังไม่มีการขุดพบ จึงยังไม่มีสิ่งยืนยันที่เด่นชัดหรือมีน้ำหนักพอ นอกจากนั้นยุคสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชก่อนพุทธปรินิพพานสองร้อยปีเศษ ก็ไม่ปรากฏว่าพระองค์สร้างพระพุทธรูปแต่อย่างใด มีเพียงแต่การแกะสลักรอยพระพุทธบาทแทนเท่านั้น
2.เกิดในสมัยพระเจ้ามิลินท์หรือเมนันเดอร์ ซึ่งเป็นกษัตริย์กรีกปกครองอินเดีย ซึ่งหันมาสนใจในพระพุทธศาสนา โดยมีเมืองหลวงที่สาคละ ในหนังสือตำนานพระพุทธเจดีย์ของสมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่าเริ่มสร้างสมัยนี้(ประมาณพ.ศ.500) แต่มาแพร่หลายสมัยพระเจ้ากนิษกะมหาราช โดยทฤษฎีนี้มีผู้ยอมรับมากที่สุด
3.เกิดในสมัยพระเจ้านิษกะมหาราช ปกครองอินเดียเหนือโดยมีศูนย์กลางที่เมืองโปรุษปุระ หรือ เปชวาร์ ในหนังสือกำเนิดพระพุทธรูปหลายสมัยของบรรจบเทียมทัตกล่าวว่าพระพุทธรูปเกิดในสมัยพระเจ้ากนิษกะนี้ ก่อนหน้ายังไม่มีการสร้างแต่อย่างใด พระเจ้ากนิษกะทรงรับสั่งให้ช่างกรีก สร้างพระพุทธรูปขึ้นตามแนวพุทธลักษณะศิลปะผสมกรีก-โรมัน
อย่างไรก็ตาม ส่วนมากแล้ว เชื่อกันว่า การสร้างพระพุทธรูป เริ่มจากสมัยพระเจ้ามิลินท์เป็นต้นมา เมื่อชนชาติกรีกที่เข้ามาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์เข้ารุกรานอินเดีย ได้ตั้งรกรากถาวรที่บากเตรีย คันธาระ สาคระและหลายส่วนของอาฟกานิสถาน ปากีสถานและอินเดียเหนือ ซึ่งเดิมทีชนชาติเหล่านี้มักจะสร้างรูปเคารพ เช่น เทพเจ้ายูปีเตอร์ โพซีดอน ฯลฯ พอเริ่มเปลี่ยนใจมาเลื่อมใสในพุทธศาสนา ด้วยนิสัยความเคยชินที่ได้กราบไหว้บูชาเทวรูป ทำให้พวกกรีกเกิดมโนภาพคิดสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาบ้าง เพื่อให้เป็นระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า ไม่เกิดความว้าเหว่เปลี่ยวใจ ฉะนั้นจึงได้เกิดการสร้างพระพุทธรูปขึ้นในหมู่ชาวกรีกขึ้นก่อน ภายหลังพุทธศาสนิกชนชาวอินเดียได้พบเห็นพระพุทธรูปเข้า จึงได้หันมานิยมสร้าง พระพุทธรูปตามคติของชาวกรีกขึ้น แล้วดัดแปลงเป็นแบบอย่างศิลปกรรมแห่งชนชาติของตน ในสมัยพระเจ้ามิลินท์ จึงนับว่าเป็น ยุคแรกแห่งการสร้างพระพุทธรูป
เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาเรื่อยๆ ในแต่ละที่ๆมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็ได้สร้างรูปเคารพต่างๆขึ้นมาอีก ซึ่งมิได้มีเพียงการสร้างพระพุทธรูปเท่านั้น ยังมีการสร้างรูปเหมือนของพระสงฆ์ที่เคารพ โดยพระเกจิอาจารย์ต่างๆ รวมไปถึงรูปเคารพของเทพองค์ต่างๆ และวัตถุมงคลอีกมากมาย ตามแต่ท้องถิ่นใดจะให้ความเคารพในสิ่งไหน ด้วยเจตนารมณ์ต่างๆกันไป มีการสืบกล่าวเล่าขานถึงตำนานต่างๆมากขึ้น เกิดเป็นกระแสความสนใจในรูปเคารพต่างๆมากขึ้น จึงเกิดคำเรียกรวมว่า “พระเครื่อง” เริ่มมีระบบการตลาดระหว่างผู้ที่สนใจ มีกระแสต่างๆในเรื่องพุทธคุณ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ฯลฯ จนกระทั่งกลายเป็นกระแสความสนใจในกลุ่มคนหมู่มาก ซึ่งพระเครื่องต่างๆ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ กลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้มีความเลื่อมใสศรัทธากันในลักษณะต่างๆ ตามที่จิตแห่งมนุษย์จะคิดพิจารณากันไป หากเพียงแต่น้อยคนนัก ที่จะเข้าใจในความเป็นมาต่างๆอย่างถ่องแท้ ซึ่งยังไม่สายเกินไป ถ้าหากผู้มีความรู้ความเข้าใจที่มาที่ไปจริงๆจะหันมาให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ส่งเสริมความเข้าใจในคุณค่าแห่งปรัชญา ศาสนา และคุณงามความดีต่างๆที่ทำให้รูปเคารพนั้นๆกลายเป็นสิ่งน่าสนใจ โดยมี “พระเครื่อง” เป็นสื่อกลางในการทำให้บุคคลเข้าไประลึกถึง โดยมิใช่เพียงความเชื่อ และความงมงาย จนกลายเป็นส่วนผลักดันให้มนุษย์ก้าวเข้าไปสู่กระแสแห่ง “วัตถุนิยม” จนหลงละเมอเพ้อพบ หรือปั่นราคาเพื่อสร้างยอดขายกันจนสะบั้นหั่นแหลก จนกลายเป็นการสร้างความเสียหายต่อมรดกแห่งวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าเชื่อว่า หาก “เซียนพระ” และทุกๆฝ่าย ช่วยกันจรรโลงสังคมด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ โดยมีภาครัฐคอยสนับสนุน และให้ความสนใจ “วงการพระเครื่อง” และ “พุทธศาสนิกชนชาวไทย” จะมีความเข้าใจในคุณค่าแห่งสิ่งประเสริฐสุด คือ พระพุทธศาสนา โดยปัญญาอันบริสุทธิ์