จากปรัชญา หยิน-หยาง ที่เคยได้กล่าวไว้ในเล่มก่อนๆ ว่าหยินแสดงการหยุดนิ่ง ส่วน หยางแสดงการเคลื่อนไหวของสรรพสิ่ง ฉบับนี้ผมจึงนำเทคนิคการสร้างภาวะหยิน-หยาง อย่างสมดุลในองค์กรธุรกิจมาฝากท่านผู้อ่าน ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจหรอกครับ แม้แต่ในบ้าน หรือร้านค้าก็สามารถนำไปใช้ได้ แต่ถ้าจะกล่าวกันโดยละเอียดคงต้องเขียนกันทั้งปี รวมเล่มแล้วอาจจะเป็นปึกหนา ฉบับนี้ ขอเขียนพอเป็นแนวทางให้ท่านนำไประยุกต์เล็กน้อยครับ
การเคลื่อนไหวของธุรกิจ ผมแยกเป็น การเคลื่อนไหวของคน การเคลื่อนไหวของสถานที่ และการเคลื่อนไหวของข้อมูล ฯลฯ ซึ่งในทุกการเคลื่อนไหว ถ้าหากน้อยเกินไปจะทำให้เกิดภาวะหยิน คือหยุดนิ่ง ขาดความน่าสนใจ ไม่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวหน้าต่อไปได้ แต่ถ้าเคลื่อนไหวมากเกินไป จะทำให้เกิดความรวดเร็วว่องไว แต่ไม่มั่นคง เอ้า…ถึงตรงนี้อย่าพึ่งสับสนกันนะครับ เพราะผมกำลังจะบอกว่า การขับเคลื่อนทุกธุรกิจนั้น ต้องเคลื่อนไหวตลอด และจะต้องเคลื่อนไหวอย่างมั่นคง จะได้ไม่ช้าเป็นเต่าล้านปี หรือ ไม่เร็วเป็นนักขับตีนผี ซึ่งจะทำให้ถึงแก่หายนะเอาง่ายๆ
ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของคน หากพนักงานเสริฟในร้านอาหาร นั่งรอลูกค้า เวลาเสริฟอาหารค่อยๆเดินเหมือนไร้วิญญาณ ลูกค้าคงจะนั่งหลับคาร้าน แต่ถ้าพนักงานเสริฟรีบร้อนเกินไป ถึงกับวิ่งเสริฟอาหาร คงไม่สามารถมั่นใจว่า ต้มยำทั้งหม้อ จะไปลวกใส่หลังลูกค้าเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น เจ้าของร้านอาหารทั้งหลายควรที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวในระดับที่พอดี ทั้งการเดิน การบริการ และจัดทิศทางการเดินเสริฟที่เหมาะสม ไม่เร่งรีบ แต่ก็ไม่เชื่องช้า
ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของสถานที่ พนักงานออฟฟิซ นั่งทำงานทั้งวันในแอร์เย็นๆ ถ้าหากในออฟฟิซมีเพียงโต๊ะทำงาน เอกสาร และคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างวางนิ่ง ฝาผนังและเพดานล้วนแต่เป็นสีขาว มั่นใจได้เลยว่า สมองของพนักงานจะไม่โลดแล่น เพราะทุกอย่างเฉื่อยชา เวลานั่งทำงานอาจจะมีสมาธิ แต่ไม่นานคงจะหลับคาที่เอาง่ายๆ แต่กลับกัน ถ้าหากใช้ทุกอย่างในออฟฟิซเป็นสีแดง สีดำ ส่งผลให้พนักงานมีความฮึกเหิม รีบร้อน การทำงานจะรีบเร่ง จนทำให้เกิดความผิดพลาดต่างๆได้มาก และเกิดความเครียดในการทำงานและจากการกระตุ้นทางสายตาด้วยสีโทนหยางมากเกินไป ในออฟฟิซ จึงควรใช้สีโทนเย็นๆ มีการประดับด้วยดอกไม้เล็กน้อย พอให้เพลินๆตา อาจมีเสียงเพลงฟังสบายๆเสริมเข้าอีกหน่อย จะทำให้เกิดสมดุล พนักงานจะมีพลังในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ธุรกิจของท่านเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น
ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของข้อมูล หากบริษัทไม่มีการส่งข้อมูลไปถึงลูกค้า และธุรกิจอื่นๆบ้าง ก็จะไม่มีใครสามารถรับรู้ได้ ว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไร และเมื่อต้องการทำธุรกิจต่างๆขยายออกไป ย่อมไม่มีใครสนใจ หรือเชื่อถือ แต่ถ้าหาก บริษัททำให้ข้อมูลต่างๆเคลื่อนไหวมากเกินไป ลูกค้าอาจเกิดความรำคาญ บริษัทคู่แข่งอาจเห็นจุดอ่อนจากข้อมูลของบริษัทนั้น แล้วฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซงการตลาดได้ง่ายๆ จึงควรระวัง และรับ-ส่งข้อมูลต่างๆให้กับลูกค้า และธุรกิจอื่นๆอย่างสมดุล เพื่อกระตุ้นความสนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง
คำสอนสั้นๆ ของปรัชญาหยิน-หยาง ที่ผมพอจะสรุปให้ท่านเข้าใจได้ง่ายที่สุด คือ “อย่าให้อะไรมากไป อย่าให้อะไรน้อยไป ควรปรับให้ทุกอย่าง สมดุล” หน้ากระดาษหมดแล้ว
ร่ำรวยทุกท่าน สัปดาห์หน้าพบกันนะครับ