ผมไม่รู้ว่าทำไมต้องเรียกว่า “ห้องสมุด” ทั้งที่จริงๆแล้วผมเห็นมีแต่หนังสือ แต่ที่ผมรู้ คือ น่าจะเป็นสถานที่ๆ ผมสามารถเข้าไปหาความรู้ต่างๆ ภายใต้บรรยากาศที่ผมสามารถสร้างสมาธิให้ตัวเองได้ มีแอร์เย็นๆ และคงจะมีหนังสืออะไรใหม่ๆหมุนเวียนเข้ามาให้ผมได้ Update ปัญญา เพื่อสร้างเสริมเพิ่มพลังสมองน้อยๆของผม แต่ที่ไหนได้ พอก้าวแรกที่เข้าไป ผมก็เริ่มรู้สึกตึงๆสมอง เนื่องจากในห้องสมุดแห่งนั้น มีรังสีไอร้อนระอุของแดดแรงๆยามบ่าย ผมพยายามสะกดจิตใจ เดินหาหนังสือที่คิดว่า “ใช่” แต่ที่ไหนได้ สิ่งที่ผมพบ คือ หนังสือเก่าๆขาดๆ และมีแต่เรื่องที่ไม่ค่อยน่าอ่าน อาการ “ไมเกรน” ของผมเริ่มกำเริบ ผมตัดสินใจคว้านิตยสารบันเทิงเพื่อคลายเครียด นั่งอ่านไปได้ประมาณ 5 นาทีก็เริ่มรู้สึกปวดตา มีอาการวิงเวียนหนักขึ้นไปอีก เนื่องจากแสงไฟไม่พอ ผมละสายตาจากหนังสือ พอผมมองไปที่โต๊ะบรรณารักษ์ ผมต้องตกใจสุดชีวิต เพราะสิ่งที่ผมเห็น คือ….. บรรณารักษ์หญิงคนนั้น เธอนั่งหน้าซีดตาคล้ำ นัยตาของเธอจ้องมองมาทางผม มือของเธอควานหาอะไรบางอย่างช้าๆ ร่างของเธอค่อยๆลุกขึ้น แล้วเธอเดินมาทางผม เธอหยุดตรงหน้า แล้วถามผมว่า “ยาดมมั๊ยค๊ะพี่” ผมจึงรับไว้ แล้วกล่าวขอบคุณ
บทความทั้งหมดด้านบน คืออาการที่ผมเคยประสบพบมาเมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่น่าเชื่อว่าจนวันนี้ ห้องสมุดหลายๆแห่ง ก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่ ช่วยกันเถอะครับ พัฒนาห้องสมุดในชุมชนของเราให้เป็นสถานที่หาความรู้ที่เย็นสบาย ผ่อนคลาย และเป็นคลังแห่งปัญญาจริงๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ควรหันมาใส่ใจ บริจาคหนังสือบ้าง และจัดสาธารณูปโภคให้ดี ผมเชื่อว่าคนไทย จะเข้าไปอ่านหนังสือกันมากขึ้น