ในประวัติศาสตร์แห่งวิชาโหราศาสตร์ไทย ได้จารึกชื่อของโหรท่านหนึ่งในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ชื่อ “พระโหรยิ่งปรีชา” ซึ่งได้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม “โหรหนู” หรือ “โหรทายหนู” เหตุการณ์ที่ทำให้โหรท่านนี้เลื่องชื่อระบือนามจนถึงปัจจุบัน คือ ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าปราสาททองเสด็จอยู่ในพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์มหาปราสาท มีหนูตัวหนึ่งไต่บนเพดาน แล้วพลาดตกลงมานอนแน่นิ่งอยู่เฉพาะพระพักตร์ จึงได้ทรงเอาขันทองครอบไว้ แล้วให้หาพระโหรยิ่งปรีชา มาเข้าเฝ้า เมื่อพระโหรามาถึง ได้ทรงให้พระโหราทายว่า สิ่งที่อยู่ในขันครอบเป็นอะไร พระโหราได้ผูกดวงคำนวนแล้ว กราบทูลว่า เป็นสัตว์จตุบาท ผู้ที่ได้เห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น อดที่จะชมเชยพระโหรมิได้ว่ามีความสามารถในการพยากรณ์ได้แม่นยำมาก สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้มีรับสั่งให้พระโหราทายต่อไปว่ามีจำนวนเท่าไหร่ พระโหรารับคำนวนดวงแล้ว กราบทูลว่ามีจำนวนสี่ตัว สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงตรัสว่า ที่ทายว่าสัตว์จตุบาทนั้นถูก แต่ที่ทายว่าสี่ตัวนั้นเห็นจะผิด ทรงให้พระโหราตรวจสอบใหม่แล้ว ก็ยืนยันว่ามีสี่ตัวแน่นอน เมื่อทรงเปิดขันออก หนูตัวที่ถูกครอบไว้ก็วิ่งหนีไป ทิ้งลูกหนูที่คลอดใหม่ๆจำนวนสามตัวไว้ สร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นยิ่งนัก สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงมีรับสั่งชมเชยว่า “ดูแม่นกว่าตาเห็นเสียอีก”
และต่อมาวันหนึ่งในปีศักราช 1005 ปีมะแม เบ็ญจศก พระโหราถวายฎีกาว่า ในสามวันนี้ จะเกิดเพลิงไหม้ในพระราชวัง ครบจำนวนสามวัน เหตุการณ์ได้ผ่านไปโดยเรียบร้อยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เวลาล่วงไปประมาณบ่ายห้าโมงเย็น ดินพ้าอากาศเกิดแปรปรวนมืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาที่เหมปราสาท เกิดเพลิงลุกโพลงขึ้น กว่าจะดับเพลิงในครั้งนั้นลงได้ ประดาคลัง และเรือนหน้าเรือนหลังก็มอดไหม้ไปตั้งร้อยกว่าหลังแล้ว นอกจากนั้นพระโหราท่านนี้ยังได้พยากรณ์หลายๆเหตุการณ์อย่างแม่นยำ บูรพาจารย์จึงได้บันทึกเป็นแบบฉบับไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังจะได้ยึดถือเป็นหลักต่อไป