จริงๆแล้วสัปดาห์ก่อนผมใช้ชื่อคอลัมน์นี้ว่า “จดหมายถึงเจ้าหนี้” แต่ด้วยความกลัวว่าลูกหนี้ทุกๆท่านจะไม่อ่าน และกลัวเจ้าหนี้จะแตกตื่น จึงเปลี่ยนชื่อคอลัมน์เป็น “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” มีความหมายว่า มีรายได้ไม่พอรายจ่าย หัวเดือนไม่ชนท้ายเดือน ซึ่งดูจะเป็นสุภาษิตคำพังเพยที่ตรงกับชีวิตคนไทยในปัจจุบันมาก เนื่องจากพนักงานตามบริษัทต่างๆ มักจะ “รวย” กันไม่กี่วันในตอนต้นเดือน แต่แล้วเงินเดือนที่ได้มานั้นก็จะสูญสลายหายไปหลายๆทาง ถูกจ่ายหมดเพียงในระยะเวลาไม่กี่วัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ของใช้ส่วนตัว ฯลฯ พอถึงกลางเดือน เหลือเงินไม่กี่พันบาท พอที่จะเป็นค่าเดินทางไปทำงาน และค่ากับข้าว พอถึงช่วงปลายเดือนแทบไม่เหลืออะไร บางรายถึงกับต้องหยิบยืมคนรู้จักมากินใช้ไปก่อน แล้วตอนต้นเดือนใหม่ ค่อยใช้หนี้ ทำให้สามารถใช้เงินเดือนในเดือนต่อไปน้อยลง แล้วก็เป็นหนี้ใหม่วนเป็นรอบๆอย่างนี้แทบทุกเดือน นี่หล่ะครับ คือวงจรแห่งการ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง”
ซึ่งจริงๆแล้ว การที่จะหลุดจากวงจรนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักหนา ถ้าท่าน “กล้า” ที่จะสละละทิ้งกิเลส ความสะดวกสบายบางอย่าง ที่ไม่จำเป็น เช่น ไม่จำเป็นต้องเช่าบ้านที่ราคาสูงเกินไปนัก ใช้น้ำ ใช้ไฟ แต่พอควร ถ้าไม่จำเป็นต้องขับรถไปทำงาน ก็ควรใช้บริการรถประจำทาง ฯลฯ แต่ทุกอย่างต้องเริ่มจากการ “มีสติ” หยั่งรู้ถึงการใช้จ่ายของตนเองตามความเป็นจริง ไม่ใช่หลอกตัวเองว่าประหยัด แต่เอาเข้าจริงๆ ยังใช้จ่ายอย่างไม่รู้ค่าของเงิน เรียกง่ายๆว่า ถ้าท่านกินอยู่อย่างพอเพียง โดยมีการวางแผนการใช้เงินอย่างรัดกุม มีบัญชีเพื่อตรวจสอบรายรับรายจ่ายของตนเองในแต่ละวัน ท่านจะเห็นช่องทางที่ตัวเงินรั่วไหลออกไปได้ง่ายขึ้น นำมาพิจารณารายจ่ายที่สูญเสียไปอย่างไม่จำเป็น แล้วเตือนสติตัวเองไม่ให้ใช้จ่ายอย่างนั้นอีก เพียงแค่นี้ท่านก็จะลดอาการ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” ได้ทั้งชีวิต ดีไม่ดีท่านอาจมีเงินเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หรือเพื่อการสร้างอนาคตได้เยอะขึ้น ชักหน้าถึงหลังกันทุกท่าน สัปดาห์หน้าพบกันครับ
หมอเงิน ตาย เพราะเงิน