หาเช้ากินค่ำ (แบบพอเพียง)

คอลัมน์นี้ เป็นคอลัมน์ใหม่ที่จะนำพาให้ท่านรู้จัก และเข้าใจในการทำมาหากินในแต่ละอาชีพ ผมขอเริ่มต้นด้วยงานบริการกลางคืนอย่างหนึ่งที่ อาจดูแล้วอ่อนน้อยด้อยค่า แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว สามารถทำเงินได้ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับ “ความขยัน” และ “ปิยวาจา” ของผู้ปฏิบัติงาน อาชีพนั้น คือ “พนักงานประจำห้องน้ำ” กิจกรรมการทำงานคือการ “นวด” ผ่อนคลายความมึนเมาให้แก่นักท่องเที่ยวยามราตรีทั้งหลายในห้องน้ำ โดยเฉพาะห้องน้ำชายตามผับ ตามบาร์ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยรับจ้างเป็นพนักงานเสริฟตามผับตามบาร์ จึงได้มีโอกาสสัมผัสกับพี่ๆอาชีพนี้ พอพี่ๆเค้าเลิกงาน ออกมานับเงินทิปกัน ผมถึงกับงง….รายได้วันละเกือบๆพันบาทไทย หรือมากกว่านั้น ทั้งๆที่ไม่มีเบี้ยเลี้ยงประจำวัน อาศัยเงินทิปเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำรายได้แซงหน้านักดนตรี และพนักงานเสริฟได้อย่างสบายๆ ด้วยบริการที่พี่ๆเค้าคว้าผ้าร้อนที่นึ่งไว้ในหม้ออลูมิเนียม เดินไปนวดคอ นวดหลัง และไหล่ ผู้ที่มายืนทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ ช่วยให้ลูกค้าสร่างจากอาการมึนเมา และผ่อนคลายตวามตึงเครียด ตบท้ายด้วยการดัดคอและหลังนักท่องเที่ยว ให้เดินตัวเบาสบาย ก่อนที่แบงค์ยี่สิบหรือแบงค์ร้อยจะปลิวเข้ามือพวกพี่ๆเค้าง่ายๆ แต่เทคนิคจริงๆอยู่ที่ “การพูด” ซะส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “ขออนุญาตนะคร๊าบบบ” หรือจะเป็นการชวนคุยเรื่องสัพเพเหระกับลูกค้าระหว่างการนวด ซึ่งเป็นการสร้างความผ่อนคลาย และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อผับ หรือบาร์นั้นๆ ซึ่งผู้ที่จะทำงานนี้ได้ นอกจากขยันแล้วยังต้อง “อดทน” เพราะบางที นักท่องเที่ยวบางคนก็เมาหนัก บ่นด่าสารพัด แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของพี่ๆเค้า จึงสามารถถือหลัก “อหิงสา” ไม่ไปสนใจคำบ่นด่าหรือดูถูกเหล่านั้น สุดท้ายก็คอยรับเงินอย่างเดียว สบายกว่า สามารถหาเงินไปจุนเจือหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบายๆ รายได้เป็นกอบเป็นกำ เอาล่ะครับแล้วสัปดาห์หน้าผมจำนำอาชีพดีๆมาตีแผ่อีกล่ะ แล้วเจอกันใหม่ บ๊าย…บาย…ครับ
…คนทำกิน…

ลิง หลอก เจ้า

เช้าวันที่ 11 ต.ค. อากาศแจ่มใส ข้าพเจ้าตื่นมาพร้อมอาการเมาค้างจากพิษเมรัยในคืนก่อน จากประสบการณ์การดื่มเมรัยมาหลายปี ทำให้รู้ว่า การได้น้ำมาชะโลมกะโหลก และไหลผ่านสรรพางค์กาย สามารถไล่พิษเมาได้ชะงัดนักแล ตัดสินใจตะเกียกตะกายคืบลงมาจากบันไดบ้าน ลงมาสู่ห้องน้ำ ด้วยหวังความชุ่มฉ่ำให้ประสาทตื่นฟื้น ทันที่ข้าพเจ้าบิดก๊อกน้ำ ความหวังทั้งหลายได้พังทลายหายสิ้น ด้วยเหลือน้ำผ่านท่อออกมาเพียงไม่ถึงสามหยด ข้าพเจ้าเริ่มมึนงงมากกว่าเมามาย ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่หัวหินหรือกลางทะเลทรายซาฮาร่า ทรุดเข่าลงกับพื้น ก้มศรีษะให้กับความอาพับอับจนขณะหนึ่งของชีวิต หวังเพียงแค่ให้เทศบาลประทานน้ำมาให้ข้าพเจ้าผู้ซึ่งกำลังสิ้นไร้กำลังวังชา แต่ก็ดูเหมือนความหวังยังคงห่างไกล สิ่งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าทำได้ คือ “ทำใจ” เพราะเมืองนี้บ่อยครั้งเหลือเกิน ที่น้ำประปาหายไป ถึงแม้ตอนมีน้ำใช้ก็ไม่ค่อยใสสะอาดเท่าที่ควร กลิ่นอายแห่งสารคลอรีนไม่รู้หายไปไหน สงสัยข้าพเจ้าคงต้องซื้อโอ่งราชบุรีเพิ่มไว้ แต่คงสิ้นหวังอีกครั้ง เพราะไม่มีสตางค์ อาจต้องตีปี๊ปร้องเรื่องของบประมาณเทศบาลฯ ซื้อโอ่งราชบุรีให้ข้าพเจ้าซักสองใบ ทดแทนการขาดน้ำประปา หวังพึ่งน้ำฝนเป็นที่ที่พึ่งสุดท้ายจากเทวดา ขอความเมตตาจากคุณปู่จิระฯ รองนายกฯ และผู้หลักผู้ใหญ่ทุกท่านด้วยเถอะครับ
เมรัยบัญชา

สัจธรรมค้ำฟ้า

“อันวัตรแห่งวิญญูชนนั้น พึงใช้ความสงบในการบำเพ็ญตน ใช้ความประหยัดในการส่งเสริมคุณธรรม ด้วยหากมิสมถะก็จะมิอาจแจ้งในปณิธาน หากมิสงบก็จะมิอาจตรองการณ์ไกล ดังนั้นในด้านการศึกษาพึงมีความสงบ ในด้านความสามารถพึงมีการศึกษา หากมิศึกษาก็จะมิเพียบพร้อมซึ่งความสามารถ หากไร้ปณิธานก็จะมิอาจสำเร็จในการศึกษา หากเลื่อนลอยก็จะไร้ความวิริยะ และหากรุ่มร้อนก็จะมิอาจขัดเกลาจิต”
“ด้วยอายุจะหมดไปตามกาล ส่วนจิตใจจะร่อยหลอไปตามวาร สุดท้ายก็จะมีแต่ความเหี่ยวเฉา มิอาจตามทันยุคสมัยจนไร้ค่า และต้องมาเฝ้ากระท่อมโทรมระทมใจ ถึงเพลานั้นก็คงสายเกินไปแล้วแล”
ข้าพเจ้าได้คัดลอกบทความนี้ จากโอวาทสอนบุตร ในหนังสือ ตำราพิชัยสงครามขงเบ้ง ซึ่งคุณอมร ทองสุข เป็นผู้แปลและเรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาจีน ด้วยความเลื่อมใสว่าเป็นข้อความสั้นๆ ที่สามารถแจกแจงปัจจัยแห่งวิถีอันนำไปสู่ความสำเร็จ หรือล้มเหลว ในชีวิตมนุษย์ได้อย่างชัดเจน ด้วยคำไม่กี่คำ
การศึกษาอย่างสงบ ด้วยความวิริยะ และใช้ชีวิตอย่างสมถะ โดยมีเป้าหมาย คงพอจะเป็นข้อสรุปสั้นๆที่สำคัญ เพราะทั้งชีวิตของมนุษย์คือการศึกษา ตั้งแต่เกิดจนสิ้นลมหายใจ ด้วยจิตใจของมนุษย์ในทุกวันนี้ รุ่มร้อนเหลือเกิน มีแต่การแข่งขัน มักใหญ่ใฝ่สูงกันจนสุดท้าย…. “ค้นหาตัวเองไม่เจอ” ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป ได้แต่นั่งเสียใจในตอนที่รู้ว่าสายเกินไปที่จะคิดหรือทำสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ คงถึงเวลาที่มนุษย์ต้องกลับหลังหัน มาแสวงหาสัจธรรมเพื่อความเข้าใจในชีวิตตัวเองก่อน แล้วจึงเดินหน้าพัฒนาสู่ความสำเร็จอย่างมีปณิธาน อันจะนำไปสู่การพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศชาติได้อย่างมั่นคงสืบไป
ข้าพเจ้าขอฝากคอลัมน์สัจธรรมค้ำฟ้าแห่งหนังสือพิมพ์หัวหิน 168 ไว้เป็นข้อคิด และเตือนใจ ดั่งแผนที่นำทางไปสู่เป้าหมาย ฉบับนี้เป็นฉบับแรก และคงมีโอกาสได้หาหลักสัจธรรมต่างๆมาบรรยายในทุกฉบับเรื่อยไป เจริญรุ่งเรืองทุกท่าน สัปดาห์หน้าพบกันครับ
…เมรัยบัญชา..

จิตวิญญาณแห่งการใช้ “ควัน”

ฉบับนี้มาแปลกครับ…ขออนุญาตโฟกัสไปที่การขายของกินในตลาดนัด หลายๆครั้งที่ผมยืนสังเกตการณ์ในตลาด เห็นร้านบางร้านมีคนมุงซื้ออยู่ตลอด บางครั้งผู้ซื้อยังไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำ ว่าร้านนี้ฝีมือดีแค่ไหน แต่ก็มีลูกค้าหน้าใหม่เข้ามาซื้อเรื่อยๆ ด้วยกลยุทธ์การใช้ “ควัน” กดดันผู้ซื้อ พอเดินเข้ามาในตลาดแค่นั้นล่ะครับ ทั้งเห็นควัน ทั้งกลิ่นหอมเตะจมูก ทำให้ลูกค้าหิวจนตาลายเอาง่ายๆ ซึ่งส่วนใหญ่อาหารพวกที่ต้องปิ้ง ย่างกันสดๆในตลาด จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไม่ว่าจะเป็นคอหมูย่าง ไส้กรอกอีสาน ปลาย่าง ฯลฯ ส่วนใหญ่กว่าตลาดจะวาย ก็ขายกันจนไม่เหลือของกลับบ้านแล้ว (ขนสตางค์กับเตาถ่านกลับไปสองอย่าง) จนบางครั้งพ่อค้าแม่ค้าทั้งตลาดพากันอิจฉาตาแทบลุกเป็นไฟ แต่สุดท้ายก็พลอยดีใจไปกับพวกเค้าด้วยล่ะครับ…
แต่อย่างไรก็ตาม กระผมอยากฝากถึงพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องใช้ “ควัน” และผู้จัดวางล็อคในตลาด ว่าถ้าหากท่านพอจะเห็นใจลูกค้า และพ่อค้าแม่ค้าด้วยกันสักนิด ท่านควรทำระบบปล่องดูดควันเพื่อเป่าควันให้พ้นร้านอื่นขึ้นไปในอากาศซักหน่อย เพื่อไม่ให้ควันไปเข้าจมูก เข้าตา พ่อค้าแม่ค้าและลูกค้า มากเกินไป และสำหรับคนจัดล็อค ไม่ควรจัดร้านที่ใช้ควันให้อยู่ใกล้ร้านขายเสื้อผ้ามากนัก เพราะจะทำให้กลิ่นควันไปติดอยู่ตามเสื้อผ้าของร้านอื่น ต้องนำไปซักกันใหม่ หรือทางที่ดี ถ้าเจ้าของตลาดกำหนดมาตรการต่างๆเพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องใช้ควัน มีการจัดการเพื่อไม่ให้ควันไปทำร้ายบุคคลรอบข้าง ตลาดนัดจะได้ไม่กลายเป็นม่านหมอกควันให้วังเวง หรือมีการจัดโซนใช้ควันไว้ในจุดเดียวกัน ผมคิดว่า ตลาดนัดของทุกๆท่าน จะน่าเดิน น่าซื้อขายกันมากขึ้น
ร่ำรวยกันทุกท่าน สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ
…พ่อค้าคนปลาย…

ชักหน้าไม่ถึงหลัง

จริงๆแล้วสัปดาห์ก่อนผมใช้ชื่อคอลัมน์นี้ว่า “จดหมายถึงเจ้าหนี้” แต่ด้วยความกลัวว่าลูกหนี้ทุกๆท่านจะไม่อ่าน และกลัวเจ้าหนี้จะแตกตื่น จึงเปลี่ยนชื่อคอลัมน์เป็น “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” มีความหมายว่า มีรายได้ไม่พอรายจ่าย หัวเดือนไม่ชนท้ายเดือน ซึ่งดูจะเป็นสุภาษิตคำพังเพยที่ตรงกับชีวิตคนไทยในปัจจุบันมาก เนื่องจากพนักงานตามบริษัทต่างๆ มักจะ “รวย” กันไม่กี่วันในตอนต้นเดือน แต่แล้วเงินเดือนที่ได้มานั้นก็จะสูญสลายหายไปหลายๆทาง ถูกจ่ายหมดเพียงในระยะเวลาไม่กี่วัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ของใช้ส่วนตัว ฯลฯ พอถึงกลางเดือน เหลือเงินไม่กี่พันบาท พอที่จะเป็นค่าเดินทางไปทำงาน และค่ากับข้าว พอถึงช่วงปลายเดือนแทบไม่เหลืออะไร บางรายถึงกับต้องหยิบยืมคนรู้จักมากินใช้ไปก่อน แล้วตอนต้นเดือนใหม่ ค่อยใช้หนี้ ทำให้สามารถใช้เงินเดือนในเดือนต่อไปน้อยลง แล้วก็เป็นหนี้ใหม่วนเป็นรอบๆอย่างนี้แทบทุกเดือน นี่หล่ะครับ คือวงจรแห่งการ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง”
ซึ่งจริงๆแล้ว การที่จะหลุดจากวงจรนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักหนา ถ้าท่าน “กล้า” ที่จะสละละทิ้งกิเลส ความสะดวกสบายบางอย่าง ที่ไม่จำเป็น เช่น ไม่จำเป็นต้องเช่าบ้านที่ราคาสูงเกินไปนัก ใช้น้ำ ใช้ไฟ แต่พอควร ถ้าไม่จำเป็นต้องขับรถไปทำงาน ก็ควรใช้บริการรถประจำทาง ฯลฯ แต่ทุกอย่างต้องเริ่มจากการ “มีสติ” หยั่งรู้ถึงการใช้จ่ายของตนเองตามความเป็นจริง ไม่ใช่หลอกตัวเองว่าประหยัด แต่เอาเข้าจริงๆ ยังใช้จ่ายอย่างไม่รู้ค่าของเงิน เรียกง่ายๆว่า ถ้าท่านกินอยู่อย่างพอเพียง โดยมีการวางแผนการใช้เงินอย่างรัดกุม มีบัญชีเพื่อตรวจสอบรายรับรายจ่ายของตนเองในแต่ละวัน ท่านจะเห็นช่องทางที่ตัวเงินรั่วไหลออกไปได้ง่ายขึ้น นำมาพิจารณารายจ่ายที่สูญเสียไปอย่างไม่จำเป็น แล้วเตือนสติตัวเองไม่ให้ใช้จ่ายอย่างนั้นอีก เพียงแค่นี้ท่านก็จะลดอาการ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” ได้ทั้งชีวิต ดีไม่ดีท่านอาจมีเงินเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หรือเพื่อการสร้างอนาคตได้เยอะขึ้น ชักหน้าถึงหลังกันทุกท่าน สัปดาห์หน้าพบกันครับ
หมอเงิน ตาย เพราะเงิน

ส่วนผสมของชีวิต พิชิตความรุ่งเรือง

เรื่องมีอยู่ว่า การคาดหวังของมนุษย์ สุดแท้จะหยั่งถึง แม้แต่ข้าพเจ้าเอง ยังมีความคาดหวังในวิชาการพยากรณ์ดวงชะตาค่อนข้างมาก บทความนี้มิใช่เพื่อการลดความคาดหวัง แต่ประสงค์ให้ท่านผู้อ่านทำความเข้าใจ ในส่วนผสมสำคัญสามอย่าง คือ ดวง 20% ฮวงจุ้ย 20% และพฤติกรรม 60%
สำหรับดวง 20% คือที่มาของแต่ละคน อันเริ่มต้นจากการจุติ ณ. เวลานั้นๆ แล้วรับบริบทการเคลื่อนไหวของสสารรอบตัว ซึ่งมักจะเน้นหนักในการคำนวณเพื่อพยากรณ์ความเป็นไป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทุกอย่างในวิถีแห่งความแตกต่างของชีวิตมนุษย์ แล้วนำมาเป็นข้อมูลในการป้องกัน ระวัง และกระตุ้นความเจริญรุ่งเรือง ฮวงจุ้ย 20% เป็นวิชาการจัดวาง และสร้างสมดุลระหว่างธาตุต่างๆในธรรมชาติ อันจะส่งผลทั้งทางด้านกายภาพ และจิตวิญญาณ ของมนุษย์รวมทั้งวัตถุต่างๆรอบตัวเรา ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ให้ค่าต่อพฤติกรรมถึง 60% เนื่องจากพฤติกรรมของมนุษย์นั่นเอง คือสิ่งที่กำหนดความเป็นไปในการดำเนินชีวิตมากที่สุด แต่ก็มีเรื่องน่าคิดหลายๆด้านอันข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างให้ทุกท่านเห็นได้ชัดขึ้น ดังนี้
1.อาชีพรับจ้าง ทำงานอาบเหงื่อทั้งวัน อย่างขยันขันแข็ง แต่เกิดมาจากครอบครัวที่ยากจน ไม่ได้รับการศึกษา ที่พักอาศัย ไม่ต่างอะไรกับรังหนู อยู่กับผู้คนที่ดวงชะตาไม่ค่อยสู้ดีนัก ผลคือน่าจะลำบาก และยากจนต่อไป
2.นักธุรกิจ มาจากครอบครัวร่ำรวย แต่รับพนักงานดวงตกเข้ามารวมกันไว้มากๆ ไม่รู้จักการปรับสภาวะแวดล้อมในการทำงาน พนักงานเครียด แต่ขยัน ผลคือ พอประคับประคองกิจการไปได้
3.เจ้าของบริษัท ดวงดีมาก จัดสถานที่ทำงานตามหลักฮวงจุ้ย แต่พนักงานรักความสบาย วันๆพากันหาความสุขใส่ตัว และคอรัปชั่นกันเอง ผลคือ ไม่นานวัน “เจ๊ง” แน่ๆ
4.พ่อค้า รู้ทางดวงของตัวเองว่าควรจะขายอะไร รู้จักการปรับฮวงจุ้ย และเข้าใจการหาทำเล ค้าขายอย่างขยันขันแข็ง วิเคระห์การตลาดตลอดเวลา ผลคือ รวย…
ผมจึงพยายามอธิบายอยู่ตลอดว่า ดวง ฮวงจุ้ย และ พฤติกรรม มีความสอดคล้องถึงกันในทุกด้าน ซึ่งถ้าหากเข้าใจการสร้างสมดุลทั้งสามด้านนี้ นำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต และดำเนินธุรกิจ จะทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองได้ดีกว่ามานั่งคาดหวังกับหมอดู ซินแส หรือขยันเอาเป็นเอาตาย โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นเหมาะกับดวงของตัวเองหรือไม่ และสถานที่รวมทั้งการจัดวางสิ่งต่างๆนั้นเหมาะสมหรือไม่ อันจะเป็นการเหนื่อยล้าอย่างไร้ประโยชน์ หากท่านปรับสมดุลทั้งสามได้ ผมรับรองว่า ไม่นานวัน ความเจริญรุ่งเรืองของท่าน จะวิ่งมาจู่โจมอย่างไม่รู้ตัว
…..โหรอิสระ…..

หยิน-หยาง กระตุ้นธุรกิจ

จากปรัชญา หยิน-หยาง ที่เคยได้กล่าวไว้ในเล่มก่อนๆ ว่าหยินแสดงการหยุดนิ่ง ส่วน หยางแสดงการเคลื่อนไหวของสรรพสิ่ง ฉบับนี้ผมจึงนำเทคนิคการสร้างภาวะหยิน-หยาง อย่างสมดุลในองค์กรธุรกิจมาฝากท่านผู้อ่าน ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจหรอกครับ แม้แต่ในบ้าน หรือร้านค้าก็สามารถนำไปใช้ได้ แต่ถ้าจะกล่าวกันโดยละเอียดคงต้องเขียนกันทั้งปี รวมเล่มแล้วอาจจะเป็นปึกหนา ฉบับนี้ ขอเขียนพอเป็นแนวทางให้ท่านนำไประยุกต์เล็กน้อยครับ
การเคลื่อนไหวของธุรกิจ ผมแยกเป็น การเคลื่อนไหวของคน การเคลื่อนไหวของสถานที่ และการเคลื่อนไหวของข้อมูล ฯลฯ ซึ่งในทุกการเคลื่อนไหว ถ้าหากน้อยเกินไปจะทำให้เกิดภาวะหยิน คือหยุดนิ่ง ขาดความน่าสนใจ ไม่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวหน้าต่อไปได้ แต่ถ้าเคลื่อนไหวมากเกินไป จะทำให้เกิดความรวดเร็วว่องไว แต่ไม่มั่นคง เอ้า…ถึงตรงนี้อย่าพึ่งสับสนกันนะครับ เพราะผมกำลังจะบอกว่า การขับเคลื่อนทุกธุรกิจนั้น ต้องเคลื่อนไหวตลอด และจะต้องเคลื่อนไหวอย่างมั่นคง จะได้ไม่ช้าเป็นเต่าล้านปี หรือ ไม่เร็วเป็นนักขับตีนผี ซึ่งจะทำให้ถึงแก่หายนะเอาง่ายๆ
ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของคน หากพนักงานเสริฟในร้านอาหาร นั่งรอลูกค้า เวลาเสริฟอาหารค่อยๆเดินเหมือนไร้วิญญาณ ลูกค้าคงจะนั่งหลับคาร้าน แต่ถ้าพนักงานเสริฟรีบร้อนเกินไป ถึงกับวิ่งเสริฟอาหาร คงไม่สามารถมั่นใจว่า ต้มยำทั้งหม้อ จะไปลวกใส่หลังลูกค้าเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น เจ้าของร้านอาหารทั้งหลายควรที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวในระดับที่พอดี ทั้งการเดิน การบริการ และจัดทิศทางการเดินเสริฟที่เหมาะสม ไม่เร่งรีบ แต่ก็ไม่เชื่องช้า
ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของสถานที่ พนักงานออฟฟิซ นั่งทำงานทั้งวันในแอร์เย็นๆ ถ้าหากในออฟฟิซมีเพียงโต๊ะทำงาน เอกสาร และคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างวางนิ่ง ฝาผนังและเพดานล้วนแต่เป็นสีขาว มั่นใจได้เลยว่า สมองของพนักงานจะไม่โลดแล่น เพราะทุกอย่างเฉื่อยชา เวลานั่งทำงานอาจจะมีสมาธิ แต่ไม่นานคงจะหลับคาที่เอาง่ายๆ แต่กลับกัน ถ้าหากใช้ทุกอย่างในออฟฟิซเป็นสีแดง สีดำ ส่งผลให้พนักงานมีความฮึกเหิม รีบร้อน การทำงานจะรีบเร่ง จนทำให้เกิดความผิดพลาดต่างๆได้มาก และเกิดความเครียดในการทำงานและจากการกระตุ้นทางสายตาด้วยสีโทนหยางมากเกินไป ในออฟฟิซ จึงควรใช้สีโทนเย็นๆ มีการประดับด้วยดอกไม้เล็กน้อย พอให้เพลินๆตา อาจมีเสียงเพลงฟังสบายๆเสริมเข้าอีกหน่อย จะทำให้เกิดสมดุล พนักงานจะมีพลังในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ธุรกิจของท่านเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น
ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของข้อมูล หากบริษัทไม่มีการส่งข้อมูลไปถึงลูกค้า และธุรกิจอื่นๆบ้าง ก็จะไม่มีใครสามารถรับรู้ได้ ว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไร และเมื่อต้องการทำธุรกิจต่างๆขยายออกไป ย่อมไม่มีใครสนใจ หรือเชื่อถือ แต่ถ้าหาก บริษัททำให้ข้อมูลต่างๆเคลื่อนไหวมากเกินไป ลูกค้าอาจเกิดความรำคาญ บริษัทคู่แข่งอาจเห็นจุดอ่อนจากข้อมูลของบริษัทนั้น แล้วฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซงการตลาดได้ง่ายๆ จึงควรระวัง และรับ-ส่งข้อมูลต่างๆให้กับลูกค้า และธุรกิจอื่นๆอย่างสมดุล เพื่อกระตุ้นความสนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง
คำสอนสั้นๆ ของปรัชญาหยิน-หยาง ที่ผมพอจะสรุปให้ท่านเข้าใจได้ง่ายที่สุด คือ “อย่าให้อะไรมากไป อย่าให้อะไรน้อยไป ควรปรับให้ทุกอย่าง สมดุล” หน้ากระดาษหมดแล้ว
ร่ำรวยทุกท่าน สัปดาห์หน้าพบกันนะครับ